โทร 02-460-9280LINE @nestnursing
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ · บ้านพักคนชรา

ปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุ อาการแฝงที่ต้องรู้ วิธีป้องกัน

ปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุอาจไม่มีไข้หรือไอชัด แต่มาด้วยอาการสับสน กินน้อยลง หรือหกล้ม รู้ว่าใครเสี่ยงสำลัก สัญญาณที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล และวิธีป้องกันที่ญาติทำได้

ปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุ อาการแฝงที่ต้องรู้ วิธีป้องกัน

ปอดติดเชื้อ (ปอดอักเสบ) ในผู้สูงอายุมักไม่มาด้วยไข้สูงและไอหนักแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคย หลายรายมีเพียงอาการซึม สับสน กินน้อยลง ลุกเดินไม่ไหว หรือหกล้มโดยไม่มีเหตุ กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดคือผู้ที่กลืนลำบาก เช่น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง และผู้ป่วยติดเตียง เพราะเศษอาหาร น้ำ หรือน้ำลายหลุดลงหลอดลมได้ง่าย การป้องกันจึงต้องทำหลายอย่างควบคู่กัน คือ ฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ ดูแลช่องปาก จัดท่าให้ถูกเวลากิน ประเมินการกลืน และช่วยให้ผู้สูงอายุได้ขยับตัว

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปสำหรับญาติ การวินิจฉัย การเลือกยา และการตัดสินใจว่าต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่ เป็นหน้าที่ของแพทย์ที่ตรวจผู้ป่วย

ปอดติดเชื้อ ปอดอักเสบ ปอดบวม ต่างกันไหม

ในภาษาพูดใช้เรียกโรคเดียวกัน คือทางเดินหายใจส่วนล่างติดเชื้อจนเนื้อปอดอักเสบ เกิดได้จากแบคทีเรีย ไวรัส (เช่น ไข้หวัดใหญ่) หรือเชื้อรา คู่มือของโรงพยาบาลศิริราชระบุว่าผู้สูงอายุที่ภูมิต้านทานต่ำเสี่ยงสูงมากที่โรคจะลุกลาม เช่น เชื้อเข้ากระแสเลือด หรือระบบหายใจล้มเหลว

ทำไมผู้สูงอายุเป็นปอดติดเชื้อง่ายกว่าวัยอื่น

  • ภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย และกลไกที่ปอดใช้กำจัดเชื้อทำงานได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว
  • ไอไม่มีแรง เสมหะจึงค้างในหลอดลม โดยเฉพาะหลังโรคหลอดเลือดสมอง หรือเมื่ออ่อนเพลียมาก
  • โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคตับ โรคไต และยาที่กดภูมิคุ้มกัน
  • อายุยิ่งมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง CDC ของสหรัฐฯ ระบุว่าอายุ 80 ปีเสี่ยงกว่าอายุ 65 ปี การสูบบุหรี่และการอยู่ใกล้คนป่วยก็เพิ่มความเสี่ยง

ปอดอักเสบจากการสำลัก ภัยเงียบของผู้ป่วยติดเตียง

การกลืนเปลี่ยนไปตามอายุ และยิ่งช้าลงเมื่อมีโรคทางสมอง เมื่อเศษอาหาร น้ำ หรือน้ำลายที่มีเชื้อโรคจากปากและคอหลุดเข้าหลอดลม จะเกิดปอดอักเสบชนิดที่เรียกว่า aspiration pneumonia งานทบทวนวรรณกรรมพบว่าปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงชนิดนี้ ได้แก่

  • กลืนลำบาก แผ่นพับของศิริราชระบุว่าพบได้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง บางรายยังกลืนลำบากต่อเนื่องหลายเดือน
  • ภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง และโรคพาร์กินสัน
  • สุขภาพช่องปากไม่ดี ขาดสารอาหาร และยาบางกลุ่ม เช่น ยาทางจิตเวช

การสำลักบางครั้งเกิดเงียบ ๆ โดยเฉพาะตอนหลับหรือตอนซึม ผู้ป่วยไม่ไอให้เห็น (silent aspiration) ญาติจึงไม่รู้ ส่วนการใส่สายให้อาหารก็ไม่ได้กันสำลักได้ทั้งหมด สมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุอเมริกัน (AGS) สรุปว่าในผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะท้าย สายให้อาหารไม่ได้ลดปอดอักเสบจากการสำลักได้ดีกว่าการป้อนด้วยมืออย่างระมัดระวัง ขั้นตอนให้อาหารทางสายอย่างปลอดภัยอ่านได้ในให้อาหารทางสายยางที่บ้าน

อาการปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุ มักไม่เหมือนในตำรา

อาการที่คนทั่วไปรู้จักคือ ไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย แต่งานวิจัยในผู้ป่วยกว่า 1,800 รายพบว่ายิ่งอายุมาก ผู้ป่วยยิ่งบอกอาการเหล่านี้น้อยลง แม้คิดรวมความรุนแรงของโรคแล้ว คู่มือของศิริราชก็ระบุว่าผู้สูงอายุบางรายมีแค่ตัวอุ่น ๆ กับซึมลง ไอเพียงเล็กน้อยหรือไม่ไอเลย เพราะกล้ามเนื้อไม่มีแรงพอจะไอ

สิ่งที่บทความทบทวนในวารสารอายุรศาสตร์ยุโรปจัดว่าพบบ่อยในผู้สูงอายุที่เป็นปอดอักเสบ ได้แก่

  • สับสน เพ้อ หรือซึมลงกะทันหัน จากที่เคยพูดคุยรู้เรื่อง
  • ความสามารถเดิมหายไปเร็ว เช่น เคยลุกเดินเองได้ แต่วันนี้ลุกไม่ไหว
  • กินน้อยลงหรือไม่ยอมกิน
  • หกล้ม โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขึ้นมาใหม่

อาการเหล่านี้อาจมาจากการติดเชื้อที่อื่นหรือโรคอื่นก็ได้ แต่เป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติที่ควรให้แพทย์ตรวจ ไม่ควรรอจนมีไข้สูง ญาติที่รู้ว่าปกติพ่อแม่ทำอะไรได้แค่ไหนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ลองบันทึกระดับการช่วยเหลือตัวเองไว้ด้วยแบบทดสอบ Barthel ADL เพื่อใช้เทียบเมื่อมีอะไรเปลี่ยนไป

สัญญาณอันตราย ต้องรีบไปโรงพยาบาล

พาไปโรงพยาบาลทันที หรือโทร 1669 ถ้ามีอาการต่อไปนี้

  1. หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วมาก หรือหายใจลำบาก แพทย์ถือว่าหายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไปเป็นสัญญาณของความรุนแรง
  2. ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวเป็นสีคล้ำหรือเขียว
  3. สับสนหรือซึมลงขึ้นมาใหม่ ปลุกยาก ไม่รู้วันเวลาสถานที่
  4. ชีพจรเต้นเร็ว หรือวัดความดันได้ต่ำกว่าปกติมาก

แนวทางของ NICE ใช้ความสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ การหายใจเร็ว ความดันต่ำ และอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงของผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงหนึ่งข้ออยู่แล้วตั้งแต่ต้น

ป้องกันปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุได้อย่างไร

1. ฉีดวัคซีนให้ครบ

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 เข็ม เพราะภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงเมื่อผ่านไปราวหนึ่งปี กรมควบคุมโรคจัดให้ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น หลอดเลือดสมอง หัวใจ เบาหวาน และผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐจัดวัคซีนให้ สอบถามช่วงรณรงค์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิ
  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (วัคซีนปอดอักเสบ) ตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ที่ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.รามาธิบดี สรุปไว้ ผู้สูงอายุเลือกได้ 2 แบบ คือ ชนิด 20 สายพันธุ์ 1 เข็มครั้งเดียว หรือชนิด 13 หรือ 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม แล้วตามด้วยชนิด 23 สายพันธุ์อีก 1 เข็มห่างกัน 1 ปี ผู้ที่เคยฉีดมาแล้วบางส่วนควรให้แพทย์ดูประวัติก่อน
  • วัคซีนอาร์เอสวี เป็นวัคซีนทางเลือกที่ฉีดครั้งเดียว ปรึกษาแพทย์ว่าเหมาะกับท่านหรือไม่

2. ดูแลความสะอาดช่องปากทุกวัน

แปรงฟัน ทำความสะอาดฟันปลอม เหงือก และลิ้น โดยเฉพาะก่อนและหลังมื้ออาหาร ผู้ที่แปรงเองไม่ได้ ให้ผู้ดูแลใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำเช็ดแทน เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในปากที่อาจหลุดลงปอด ทั้งนี้งานทบทวนของ Cochrane ปี 2565 ยังไม่พบหลักฐานชัดว่าการดูแลช่องปากโดยทันตบุคลากรในสถานดูแลระยะยาวลดปอดอักเสบได้มากกว่าการดูแลตามปกติ จึงควรทำความสะอาดพื้นฐานทุกวัน แต่อย่าคาดหวังว่าจะกันได้ทั้งหมด

3. จัดท่าให้ถูกระหว่างกินอาหาร

  • นั่งตัวตรงขณะกิน และนั่งต่ออย่างน้อย 30 นาทีหลังมื้อ ไม่นอนราบทันที
  • ป้อนทีละคำเล็ก ๆ ช้า ๆ รอให้กลืนหมดก่อนป้อนคำต่อไป ไม่ชวนคุยระหว่างเคี้ยว
  • เลี่ยงอาหารเหนียวหรือเคี้ยวยาก ถ้าเหนื่อยหอบ ให้พักก่อนแล้วค่อยกิน
  • ผู้ที่ให้อาหารทางสาย ต้องจัดศีรษะสูงทั้งระหว่างและหลังให้อาหาร ตามขั้นตอนในบทความที่ลิงก์ไว้ข้างต้น ส่วนผู้ที่สะอึกบ่อยหลังมื้อ อ่านเพิ่มที่ผู้ป่วยติดเตียงสะอึกบ่อย

4. ขอให้ประเมินการกลืน เมื่อเห็นสัญญาณเตือน

สังเกตว่าผู้สูงอายุไอหรือสำลักระหว่างกินหรือดื่ม เสียงแหบหรือเสียงเครือหลังกลืน หายใจเร็วขึ้นระหว่างมื้อ รู้สึกว่ามีอาหารติดคอ หรือมีอาหารค้างในปากหลังกลืนหรือไม่ ถ้ามี ควรขอให้แพทย์ส่งประเมินการกลืนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจปรับความข้นของอาหารและน้ำ สอนท่ากลืน และให้ฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้กลืน ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองควรได้ฝึกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู อ่านต่อในฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ต้องเริ่มเมื่อไหร่

5. ให้ได้ขยับตัวและหายใจลึก

นอนนิ่งนาน ๆ เสมหะจะคั่ง ผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ควรพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง และลุกนั่งบนเตียงหรือข้างเตียงบ่อยเท่าที่ไหว ฝึกหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และฝึกไอให้มีแรงขับเสมหะ การพลิกตัวยังช่วยป้องกันแผลกดทับไปพร้อมกัน

เสริมด้วยการงดควันบุหรี่ในบ้าน ล้างมือก่อนดูแล และให้คนที่เป็นหวัดใส่หน้ากากหรือเว้นระยะช่วงป่วย

รักษาแล้วฟื้นตัวนานแค่ไหน

ขึ้นกับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายเดิม แนวทางของ NICE (สหราชอาณาจักร) อธิบายผู้ใหญ่ทั่วไปว่าหลังเริ่มรักษา ไข้มักหายภายในราว 1 สัปดาห์ อาการเจ็บหน้าอกและเสมหะลดลงชัดเจนในราว 4 สัปดาห์ ไอและเหนื่อยลดลงในราว 6 สัปดาห์ อาการส่วนใหญ่หายใน 3 เดือนแต่อาจยังอ่อนเพลีย และรู้สึกกลับมาเป็นปกติในราว 6 เดือน

ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของผู้ใหญ่ ไม่ได้เจาะจงผู้สูงอายุที่เปราะบาง งานวิจัยที่บทความทบทวนข้างต้นอ้างถึงพบว่า หลังนอนโรงพยาบาลด้วยปอดอักเสบ ผู้ที่อายุเกิน 50 ปีมีโอกาสช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ความจำแย่ลง หรือซึมเศร้าตามมา ผู้สูงอายุบางรายจึงฟื้นช้าและอาจไม่กลับไปเท่าก่อนป่วย ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน ถ้าอาการแย่ลงเร็ว หรือรักษาไปแล้ว 3 วันยังไม่ดีขึ้นเลย ควรกลับไปพบแพทย์

เมื่อไหร่ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วยได้

หลังออกจากโรงพยาบาล หลายครอบครัวดูแลต่อที่บ้านได้ดี แต่ควรพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่ม เมื่อ

  • กลืนลำบากจนทุกมื้อต้องมีคนจัดท่าและป้อนอย่างระมัดระวัง หรือต้องให้อาหารทางสาย
  • ต้องดูดเสมหะ ให้ออกซิเจน หรือมีท่อเจาะคอ (อ่านการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ)
  • ต้องพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงทั้งวันทั้งคืน แต่ในบ้านไม่มีใครอยู่ด้วยตลอด
  • เคยเป็นปอดติดเชื้อจากการสำลักซ้ำแล้ว

ดูแลผู้สูงอายุหลังปอดติดเชื้อที่ Nest Nursing Home

Nest Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพักฟื้นทั้งสาขาปุณณวิถี และสาขาบางปู งานดูแลประจำวันรวมถึงกายภาพบำบัดพื้นฐาน ส่วนผู้ที่ต้องการการดูแลเฉพาะ มีบริการดูแลเพิ่มเติม เช่น ให้อาหารทางสายยางหรือทางหน้าท้อง ดูดเสมหะ (ทีมกะกลางคืนดูดเสมหะได้) ให้ออกซิเจน และดูแลแผลเจาะคอ เมื่ออาการเปลี่ยนแปลง ศูนย์ประสานส่งต่อโรงพยาบาลและแจ้งญาติ มีรถพยาบาลสำหรับกรณีฉุกเฉิน และมีเจ้าหน้าที่พาไปโรงพยาบาลแทนญาติได้

บริการดูแลเฉพาะคิดค่าบริการเพิ่มตามอาการและสาขา ทีมงานประเมินอาการและแจ้งค่าใช้จ่ายก่อนเข้าพัก โทร 02-460-9280 หรือ LINE @nestnursing ทุกวัน 9.00 - 17.00 น.

คำถามที่พบบ่อย

ผู้สูงอายุเป็นปอดติดเชื้อ รักษาหายไหม รักษาได้ โดยแพทย์เลือกวิธีรักษาและสถานที่รักษาตามความรุนแรง แต่ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เชื้อเข้ากระแสเลือด จึงไม่ควรรอดูอาการเอง และหลังหายแล้วควรหาสาเหตุ เช่น ปัญหาการกลืน เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ

ปอดติดเชื้อในผู้สูงอายุกี่วันหาย แต่ละคนไม่เท่ากัน ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไข้หายในราว 1 สัปดาห์หลังเริ่มรักษา แต่ไอและอ่อนเพลียอาจอยู่เป็นเดือน ผู้สูงอายุที่เปราะบางอาจนานกว่านั้น

ปอดติดเชื้อติดต่อกันได้ไหม เชื้อบางชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ แพร่ผ่านละอองจากการไอจามได้ ผู้ดูแลควรล้างมือบ่อยและใส่หน้ากาก ส่วนปอดอักเสบจากการสำลัก เกิดจากเชื้อในปากและคอของผู้ป่วยเองที่หลุดลงปอด

ฉีดวัคซีนปอดอักเสบแล้ว จะไม่เป็นปอดติดเชื้ออีกใช่ไหม ไม่ใช่ วัคซีนนิวโมคอคคัสป้องกันเฉพาะเชื้อนิวโมคอคคัส ไม่ได้กันเชื้ออื่นหรือปอดอักเสบจากการสำลัก ยังต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ดูแลช่องปาก และระวังการสำลักควบคู่ไปด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ท่านช่วยเหลือตัวเองได้แค่ไหน?
แบบทดสอบมาตรฐาน 10 ข้อ ญาติตอบแทนได้ใน 3 นาที รู้ผลทันที

ทำแบบทดสอบฟรี

ปรึกษาเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ

ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 - 17.00

โทร 02-460-9280LINE @nestnursing